ศาสนทูตมุหัมมัด
จาก Siamic
ศาสนทูตมุหัมมัด เรียกกันอีกว่า นบีมุหัมมัด การสะกดไม่มาตรฐาน มุฮัมมัด (ภาษาอาหรับ: محمد) มีความหมายว่า ผู้ได้รับการสรรเสริญ เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ เพื่อมาประกาศศาสนาอิสลาม มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น มุสฏอฟา, ฏอฮา, ยาซีน และ อะหฺมัด
เนื้อหา |
ชีวประวัติ
เกิดที่มหานครมักกะฮฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ 17 บ้างก็ว่า 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุหัมมัด (ศ) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นสุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก
ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับรอฮะฮฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะฮฺ เพื่อทำลายกะอฺบะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอฮฺได้ทรงพิทักษ์มักกะฮฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุดุจดั่งใบไม้ที่ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอฮะฮฺจึงจำต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด
ในปีเดียวกันนั้นมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิ์ เปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปีนั้นต้องดับลงไปด้วย
บิดาของมุหัมมัดคือ อับดุลลอฮฺ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำ ซัมซัม ริมกะอฺบะฮฺ อับดุลลอฮฺได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุหัมมัด(ศ)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะฮฺ สตรีแห่งเผ่าซุฮฺเราะฮฺ ผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุหัมมัด แปลว่าผู้ที่ได้รับการสรรเสริญ เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อนเลย เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านก็ต้องไปอยู่กับแม่นมรับจ้างซึ่งมีนามว่า ฮะลีมะฮฺ แห่งเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะฮฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เป็นเพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง
มุหัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่ก็สิ้นชีวิตไปอีกคน มุหัมมัดจึงอยู่ในความดูแล ของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกียรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน
มุหัมมัดก็เหมือนกับชาวอาหรับทั่วไปคือเป็นคนไม่รู้หนังสือ ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิตของท่าน นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะฮฺไม่กี่คนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น
ในวัยหนุ่มมุหัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนกระทั่งผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า "อัลอะมีน" หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นจะเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่าง ๆ แต่มุหัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุหัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮาม)อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน
เมื่อมุหัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของ คอดีญะฮฺ เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก
เมื่ออายุ 25 ปี ท่านก็ได้แต่งงานกับนาง คอดีญะฮฺผู้มีอายุแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมูหัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งในสมัยนั้นน้อยนักที่จะมีผู้ทำเช่นนั้น ต่อมาการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ
ท่านหญิงคอดีญะฮฺเสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุหัมมัดจะอพยพลี้ภัยไปยังเมืองยัษริบ 3 ปี
เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล
เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะฮฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา อัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะฮฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบะนีชัยบะฮฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่า มุหัมมัด เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม
ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลลอฮฺเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้ก่อตั้งกะอฺบะฮฺ แต่ในขณะเดียวก็บูชาเทวรูปและผีสางอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่า ชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับบางส่วนที่นับถือศาสนาคริสต์ ในนัจญ์รอน ส่วนในเมืองยัษริบก็มีชาวยิวหลายเผ่าอาศัยอยู่อีกด้วย
มุหัมมัดเป็นศาสนทูต
เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับว่าวะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะฮฺ โดยฑูตญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺดั่งที่ศาสดามูซา (โมเสส) อีซา (เยซู)เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน
ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค่อดีญะฮฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกค่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะฮฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม
สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะฮฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัจญาชี(เนเกช)แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสตศาสนาก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
ศาสนทูตมุหัมมัดในมะดีนะฮฺ
หลังจากที่ได้รับสาส์นจากอัลลอฮฺ 13 ปี ศาสนทูตมุหัมมัดก็ได้อพยพสู่เมืองยัษริบ เนื่องจากว่าพวกผู้ตั้งภาคีในเมืองมักกะฮฺได้วางแผนเพื่อจะสังหารท่าน ก่อนหน้านั้นไม่นาน และคอดีญะฮฺ ภารยาของท่าน และอับดุลมุฏฏอลิบ ลุงของท่าน ที่ปกป้องท่านมาตลอดก็ได้เสียชีวิต เมื่ออพยพมาถึงเมืองมะดีนะฮฺ ท่านได้สร้างมัสญิดและได้สร้างที่พักอันสมถะข้าง ๆ มัสญิดนั้น
ชาวเมืองยัษริบเริ่มเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม จนกระทั่งว่าประชากรทุกคนเป็นมุสลิม อย่างไรก็ตาม ศาสนทูตมุหัมมัดก็ต้องประสบกับความภยันตราย จากพวกมุนาฟิก(พวกสับปลับ)ที่เข้ารับอิสลามด้วยความจำใจ พวกยิวเผ่าต่าง ๆ รอบเมืองมะดีนะฮฺที่ต่อต้านศาสนาอิสลาม และพวกผู้ตั้งภาคีในมักกะฮฺที่ได้จัดทัพ เพื่อหาทางบุกทำลายนครยัษริบหลายครั้ง
ช่วงเวลา 10 ปีที่ท่านพำนักอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺ ได้มีสงครามเกิดขึ้นหลายครั้ง สงครามที่สำคัญที่สุดได้แก่สงครามบะดัร และสงครามอุฮุด อันเป็นสองสงครามแรกที่ชนมุสลิมได้ต่อสู้กับพวกมุชริกมักกะฮฺ อะบูสุฟยานและพรรคพวกได้พยายามปลุกระดมพวกอาหรับเผ่าต่าง ๆ ในอารเบีย อีกทั้งยังได้ทำสัญญาลับกับพวกยิวและพวกมุนาฟิกในยัษริบให้ร่วมปฏิบัติการโจมตีจากข้างในและจากข้างหลังอีกด้วย ทัพแนวร่วมของพวกมุชริกีนได้ประชิดเมืองมะดีนะฮฺ แต่ก็ไม่อาจจะบุกเข้ามาในยัษริบได้ เนื่องจากว่าศาสนทูตมุหัมมัดได้เตรียมป้องกันนคร ด้วยการขุดคูรอบเมือง ทัพแนวร่วมของพวกมุชริกจึงไม่อาจจะบุกเข้ามาได้ ต่อมาเกิดมีพายุรุนแรง ทำความเสียให้แก่ข้าวของ จนพวกมุชริกไม่อาจจะทนอยู่ต่อไปได้ จึงถอยทัพกลับไป เนื่องจากมีการขุดคู จึงเรียกสงครามครั้งนั้นว่า สงครามคอนดัก (สงครามคู) หรือสงครามอะฮฺซาบ (สงครามแนวร่วม)
ในที่สุดศาสนทูตก็ได้นำชาวมุสลิมจำนวนหนึ่งเดินทางไปมักกะฮฺ เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ และได้รับชัยชนะสามารถพิชิตนครมักกะฮฺได้ เมื่อเสร็จพิธีฮัจญ์แล้ว ท่านก็ได้เดินทางกลับไปยังนครมะดีนะฮฺ
ศาสนทูตมุหัมมัดสิ้นชีวิต
ศาสนทูตมุหัมมัดเสียชีวิตในบ้านของท่านเอง ในนครมะดีนะฮฺ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 622 ก่อนจะสิ้นชีพนั้นศีรษะของท่านตั้งบนตักอะลีย์ บินอะบีฏอลิบ ลูกเขยของท่าน
อะลีย์ บินอะบีฏอลิบและอับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาสเป็นผู้ทำพิธีอาบน้ำศพ โดยขุดหลุมฝังศพใกล้กับร่างของท่าน



