โซโรอัสเตอร์
จาก Siamic
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ หรือ ศาสนามะญูสียะหฺ (ภาษาอาหรับ: /มะญูสียะหฺ/) คือศาสนาที่ตั้งขึ้นโดย โซโรอัสเตอร์ (ภาษาอังกฤษ: Zoroaster /โซโรอัสเตอร์/; ซาราธุสตรา (Zarathustra) ในภาษาอเวสตะ; ภาษาฟารซี: زرتشت /ซัรโทชท์/) ศาสนานี้ยังเรียกได้อีกอย่างว่า ศาสนาปาร์ซีเพราะเกิดขึ้นในเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) ตามวรรณกรรมเปอร์เซียศาสนานี้่เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 6 ศตวรรษก่อนคริสตกาล แต่นักวิชาการเชื่อว่า เกิดขึ้นในช่วงศตวรรรษที่ 10 - 18 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่ชาวโซโรอัสเตอร์เองเชื่อว่าเกิดขึ้นเมื่อหกพันปีก่อนคริสตกาล
ศาสนานี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลัทธิมาสดา ซึ่งมีความหมายว่าลัทธิบูชาพระเจ้าอาหุรามาซดา (Ahura Mazda) อันเป็นพระเจ้าผู้เป็นจอมอสูร โซโรอัสเตอร์ประกาศว่า พระเจ้าอาหุรามาสดาเป็นพระเจ้าแห่งความดีและแสงสว่าง ผู้ที่นับถือใช้ไฟเป็นเครื่องหมายแห่งการบูชา จึงเรียกว่าศาสนาบูชาไฟ นอกจากนี้ยังถือว่าน้ำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแก่เคารพสักการะเช่นเดียวกัน
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เกิดขึ้นตรงดินแดนอันเป็นที่ราบสูงในแคว้นอาเซอร์ไบจานติดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือใกล้ชายแดนของรัสเซียในปัจจุบัน
โซโรอัสเตอร์มีบุตร 6 คน เป็นบุตรชาย 3 คน และบุตรสาว 3 คน เกิดจากภรรยา 3 คน ลูกสาวคนหนึ่ง สมรสกับอัครมหาเสนาบดี ลูกสาวคนนี้เป็นกำลังในการเผยแพร่ศาสนาแก่บิดาเป็นอันมาก ส่วนลูกชายทั้ง 3 คน รับราชการผู้บังคับบัญชากองทหารอยู่กองทัพกษัตริย์เปอร์เซียและได้เป็นกำลังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ศาสนา
คัมภีร์ทางศาสนาคือคัมภีร์อเวสตะ ใช้ภาษาฟาร์ซีโบราณในการเขียนคัมภีร์ เรียกภาษานี้ว่า ภาษาอเวสตะ
เมื่อจักรพรรดิ์อเล็กซานเดอร์มหาราชมีชัยต่อเปอร์เซีย ก็บังคับให้ชาวเปอร์เซียนับถือเทพเจ้ากรีก ต่อมาเมื่อชาวอิสลามมีชัยต่ออาณาจักรซาซาน(เปอร์เซีย) ชาวเปอร์เซียส่วนใหญ่เข้ารับนับถืออิสลาม ชาวเปอร์เซียที่ไม่ยอมนับถือจึงอพยพหนีไปชมพูทวีป ในปี 2001 มีชาวโซโรอัสเตอร์ในอินเดีย 69,601คน ส่วนใหญ่อยู่ในนครมุมไบ ส่วนในประเทศอิหร่านนั้น ในปี 1974 มีชาวโซโรอัสเตอร์ 21,400 คน ในปี 2004 มีการคาดคะเนว่า ชาวโซโรอัสเตอร์ทั้งหมดทั่วโลก มีประมาณ 145,000 - 210,000 คน
คัมภีร์สำคัญในศาสนาโซโรอัสเตอร์มีชื่อว่า อเวสตะ เป็นแบ่งออกเป็น 6 หมวด คือ
1. ยัสนา (Yasna) แปลว่า การบูชาหรือพลีกรรม เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่สุด และสำคัญที่สุดของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีทั้งหมด 72 บท ในจำนวนนั้นมี 17 บทที่เป็นคาถา ยัสนาบทที่ 62 เป็นบทสวดเพื่อบูชาไฟ
2. วิสเปรัด (Visperad) เป็นบทสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า เป็นบทสั้นๆนิยมใช้กับยัสนา นอกจากนี้ยังว่าด้วยศาสตร์ต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และแพทยศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายเวทางคศาสตร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
3. เวนดิดัด (Vendidad) กฎที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหมู่มาร เป็นระเบียบวินัยและพิธีกรรมของพระ นอกจากนี้ยังว่าด้วยเรื่องจักรวาล ประวัติศาสตร์ และนรก สวรรค์อีกด้วย
4. ยัชตฺ (Yasht) บทสวดเพื่อสรรเสริญพระเจ้า
5. สิโรซะ (Siroza) แปลว่า 30 วัน หมายถึงบทสวดสรรเสริญที่อ่านในแต่ละวัน จนครบหนึ่งเดือน
6. โขรเดหฺ อเวสตะ (Khordeh Avesta) หรืออเวสตะน้อย เป็นหนังสือคู่มือสำหรับศาสนิกชนทั่วไปใช้สวดมนต์
ศาสนาบูชาไฟไม่ใช่ศาสนาแห่งฟ้า
ถึงแม้ศาสนาโซโรอัสเตอร์จะสอนให้เคารพสักการะพระเจ้าเพียงองค์เดียว คืออหุรามาซดา แต่ก็ยังมีพระเจ้าแห่งความชั่ว นั่นคืออันกรา มัยนิยู (Angra Mainyu) อันเป็นจอมมารที่คอยสร้างความชั่วร้ายในโลกและสากลจักรวาล อหุรามาซดา จึงจำเป็นต้องต่อสู้กับจอมมารตนนี้เป็นเวลาหลายพันปี กว่าจะเอาชนะมันได้ โดยปริยายแล้ว พวกเขาเชื่องวา มีพระเจ้าสอฃององค์ นอกจากนี้ไฟและน้ำเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ในวิหารของพวกโซโรอัสเตอร์จะต้องมีสองสิ่งนี้วางอยู่ และผู้ดูแลวิหารจะต้องรักษาไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ดับอย่างเด็ดขาด แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไปเป็นเวลาพันปีก็ตาม
อัลกุรอานไม่ได้ระบุว่าศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาแห่งฟ้า และไม่ได้ระบุว่าโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนทูตหรือนบีของอัลลอหฺ อัฏฏ็อบะรีย์ได้กล่าวถึงโซโรอัสเตอร์ว่า เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของศาสนทูตเญเรมียะหฺในปาเลสไตน์ แต่ได้ฝ่าฝืนกฎวินัย จึงถูกสาปแช่ง เขาจึงได้ออกจากปาเลสไตน์เดินทางไปถึงบะลัคในอิหร่านโบราณ และได้เริ่มก่อตั้งศาสนาของตนขึ้นมา
อัลกุรอานได้กล่าวถึงพวกโซโรอัสเตอร์ว่า {22:17} แท้จริงบรรดาผู้มีศรัทธา และพวกยิว และพวกศอบิอ์ และพวกคริสเตียน และพวกโซโรอัสเตอร์ และบรรดาผู้ตั้งภาคี แท้จริงอัลลอหฺจะทรงพิพากษาในระหว่างพวกเขาในวันฟื้นคืนชีพ แท้จริงอัลลอหฺทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง
อิทธิพลของศาสนาบูชาไฟต่อชาวอิหร่าน
ศาสนาบูชาไฟ เป็นศาสนาที่มีอิทธิพลต่อชาวอิหร่านตลอดสามพันที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าชาวอิหร่านเกือบทั้งหมดจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามมากว่าพันสามร้อยปี แต้ร่องรอยของศาสนาโซโรอัสเตอร์ก็ยังคงฝังลึกอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอิหร่าน เช่นประเพณีการเฉลิมฉลองวันโนรูซ ซึ่งมีการกระโดดข้ามไฟ และการจัดโต๊ะเหมือนโต๊ะหมู่บูชาที่มีไฟและน้ำเป็นองค์ประกอบ

