Feedback 001

จาก Siamic

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

ความคิดเห็นจากผู้อ่านต่อบทความ หลักศรัทธาของอะหฺลุลบัยตฺ: ห้ามเคารพบูชาสุสาน

ขอขอบคุณผู้อ่าน "ทาสของอัลลอฮ์" ที่ได้แสดงความคิดเห็น ผู้เขียนบทความได้ต่อเติมคำอธิบายเพิ่มเติม ตามที่ท่านได้ให้ความคิดเห็นมาแล้ว ทาสของอัลลอฮ์เขียนว่า ...

จากสยามิค: หากในมัสญิดใดมีสุสานอยู่ตรงกลาง ก็เท่ากับว่ามีกิบละหฺอีกกิบละหฺหนึ่งอยู่ในมัสญิด เพราะผู้คนที่มาหาสุสานที่อยู่ในมัสญิด ไม่ว่ามาเพื่อแสดงความเคารพต่อสุสาน หรือวิงวอนขอต่ออัลลอหฺที่สุสาน หรือขอจากสุสานโดยตรง หรือเคารพสักการะสุสาน ล้วนแล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัสญิด อันได้แก่การเคารพสักการะอัลลอหฺ

ทาสอัลลอฮ์: เห็นด้วยกับหลักฐานที่ให้มา แต่สงสัยว่า แล้วที่มัสยิดนบีที่มะดีนะฮ์ล่ะ

สยามิคตอบ: สุสานของท่านนบีมุฮัมมัด อยู่ในบ้านของท่านมาตั้งแต่ดั้งเดิม ร่างของท่านอันมีเกียรติได้รับการฝังในห้องนอนของท่าน อันเป็นสถานที่ ๆ ท่านเสียชีวิต ส่วนมัสญิดนะบะวีย์ของท่าน ก็อยู่ติดกับห้องของท่าน มีฮะดีษหลายฮะดีษที่ระบุว่าท่านกังวลกลัวว่าประชาชาติของท่านจะเอาสุสานของท่านเป็นที่สักการะบูชา ในสมัยคอลีฟะหฺทั้งสี่ สุสานของท่านและบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะหฺไม่ได้อยู่ในมัสญิดนะบะวีย์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มแรก ได้มีการสร้างฝาผนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนมานมาซหันหน้าเข้าหาสุสานของนบี โดยการสร้างกำแพงห้าเหลี่ยมปิดกั้นสุสานท่านนบี โดยให้ด้านเหนือ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับกิบละหฺนั้น มีกำแพงสองด้าน ต่อมาได้มีการสร้างกำแพงปิดสุสานท่านนบีและบ้านของท่านหญิงฟาฎิมะหฺทั้งสี่ด้าน (กรุณาดูรูป) สุสานและบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะหฺอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของมัสญิดนะบะวีย์ดั้งเดิม ในขณะที่ อัลเราเฎาะหฺ อัชชะรีฟะหฺ ที่มีมิฮฺรอบและเป็นสถานที่นมาซอยู่ทางทิศตะวันตก โดยมีกิบละหฺอยู่ทางทิศใต้

สุสานนบีมุฮัมมัด
สุสานนบีมุฮัมมัด
สุสานนบีมุฮัมมัด

--- จากสยามิค: ส่วนคนที่ไม่ได้เดินทางไปเยี่ยมนั้น บ้างก็เอาสุสานของอิมามเป็นกิบละฮฺนมาซประจำวัน บ้างก็ลุกขึ้นยืน แล้วหันหน้าไปทางสุสานอิมามหลังจากนมาซฟัรฎูเสร็จแล้ว พร้อมกับทักทายให้สะลามแก่บรรดาอิมาม เช่นพอจะให้สะลามแก่อิมามอะลีย์ก็หันไปทางนะญัฟในอิรัก พอให้สะลามแก่อิมามหะซัน อิมามอัลบากิร และอิมามอัศศอดิก ก็หันหน้าไปทางนครมะดีนะฮฺ ในประเทศซาอุดีอารเบีย แล้วก็หันหน้าไปทางกัรบะลาอ์ ในอิรัก เพื่อให้สะลามแก่อิมามหุเซน เพื่อให้สะลามแก่อิมามหุเซน พอจะให้สะลามแก่อิมามอัรริฎอก็หันหน้าไปทางมัชหัด ประเทศอิหร่าน เป็นต้นพวกเขาทำเช่นนี้หลังจากการนมาซ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำอิบาดะฮฺ การกระทำดังกล่าวล้วนแต่เป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาไม่ได้ตามคำสั่งสอนของอัลกุรอาน ของนบี และของอะฮฺลุลบัยตฺเลยในเรื่องนี้ การกระทำทั้งหมดเป็นสิ่งที่พวกเขาอุตริขึ้นมาเองทั้งสิ้น

ชายชึอะหฺกำลังกราบสุสานที่ธรณีประตูทางเข้าของสุสาน

ทาสของอัลลอหฺ: ฉันสงสัยว่า แล้วในอายะฮ์ 154/2 นี่คือสิ่งที่พวกชีอะห์เชื่อว่าพวกเขาไม่ตาย จึงมีการเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการให้สลาม คุณบอกว่า เป็นชิริก เป็นชิริกยังไง? อันนี้สงสัย เพราะในละหมาด ตอนอัตตะฮิยาน่ะ ก็มีการกล่าว สลามยังนบีแล้วมันยังไงกัน หรือที่เขียนนี่หมายถึงการทำให้เป็นกิบละฮ์? ฉันคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่เหนียต ก็ไม่เห็นมีชีอะห์คนไหน หรืออาจจะมีนะ บอกว่าให้ละหมาดหันไปทางนะญัฟ กัรบะลา หรืออะไร นอกเหนือจากมักกะฮ์ เพราะฉะนั้นการฟันธงกล่าวว่า พวกเขาทำให้เป็นกิบลัต เป็นการตัดสินจากความคิดของตนเอง เพราะบางอย่างสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คิดก็ได้ ดูจากเรื่องราวของนบีมูซากับนบีคัยฏิร

สยามิคตอบ: เราเข้าใจอะไรจากโองการ {2:154} และจงอย่ากล่าวว่า บรรดาผู้ที่ถูกสังหารในหนทางของอัลลอหฺนั้น พวกเขาตาย ความจริงแล้ว พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่พวกเธอไม่รู้สึก {3:169} และเธอจงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่าบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในทางของอัลลอฮฺนั้นตาย ทว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกตน ในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ

1. บรรดาพวกชะฮีดทั้งหลาย เป็นผู้ที่ยังมีชีวิต ณ อัลลอฮฺ
2. ไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอานและฮะดีษที่บอกว่า หลังจากพวกเขา ไปอยู่กับอัลลอฮฺแล้ว พวกเขาจะกลายเป็นผู้วิเศษ มีญาณรับรู้สิ่งที่พ้นญาณวิสัย
3. โองการทั้งสองระบุว่า อย่าคิดว่าพวกเขาตาย ทว่าพวกเขายังมีชีวิต ก็แสดงว่า วิญญาณของพวกเขามีสภาพเท่ากันกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ นั่นคือจะไม่รู้ในสิ่งที่พ้นญาณวิสัย

การให้สะลามต่อนบีเป็นคำบัญชาของอัลลอฮฺ มีระบุในอัลกุรอาน นั่นคือ {33:56} แท้จริงอัลลอหฺและมะลาอิกะฮฺของพระองค์ประสาทพรแก่นบี ดูกร บรรดาผู้ที่มีศรัทธา! พวกเธอจงอวยเจริญพรและอวยสันติพรแก่เขาเถิด และยังเป็นรูปแบบเดิมของการนมาซ ส่วนการให้สะลามที่ชีอะฮฺทำเป็นการอุตริขึ้นมาเอง โดยมีรูปแบบดังต่อไปนี้

1. กำหนดให้ทำหลังนมาซฟัรฎุ
2. กำหนดให้ยืนขึ้น
3. กำหนดให้หันหน้าไปทางทิศที่มีสุสานของบุคคลเหล่านั้น

ถามว่า มีหลักฐานจากอัลกุรอาน หะดีษ หรืออัคบารฺของบรรดาอิมามไหม ที่ให้ทำเช่นนั้น?

---

จากสยามิค: การให้ความนับถือต่อบรรดานบี วะลีย์ อุละมาอ์ และคนดี ไม่ใช่สิ่งที่ผิดในอิสลาม แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของบทบัญญัติอิสลาม และเสมอเท่ากันไม่ว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว หากพวกเขาตอนมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา อยู่บนดิน เคารพสักการะอัลลอหฺบนทราย ก็ไม่ใช่ว่า เมื่อพวกเขาตายไป พวกเขาจะกลายเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์ รอบรู้ในสิ่งที่เร้นลับ และมีฤทธิ์เดชเหมือนเทพ   ทาสของอัลลอฮฺ: แล้วมีหลักฐานอะไรว่าพวกเขาไม่รู้ในสิ่งเร้นลับ อาจจะไม่รู้เท่าที่อัลลฮอฮ์ทรงรู้ แต่คิดว่าพระองค์จะทรงประทานความโปรดปรานให้แก่บ่าวที่แท้จริงของพระองค์ เช่นเรื่องของนบีคัยฏิร หรือว่าท่านรอซูลที่ถูกเรียกว่าศาสดาพยากรณ์

สยามิคตอบ: มีหลักฐานจากอัลกุรอานว่า มนุษย์ไม่รู้ความเร้นลับ นอกจากสิ่งที่อัลลอหฺจะเปิดเผยให้เพียงเล็กน้อย เท่านั้น หากนบีมุหัมมัด (ศ) ผู้ที่เป็นนบีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้รู้ความลับ บรรดาพวกอิมามจะรู้มากกว่านบีหรือ?

{3:179} ไม่ใช่ว่าอัลลอฮฺจะทรงทอดทิ้งบรรดาผู้มีศรัทธาไว้ในสภาพที่พวกเธอกําลังเป็นอยู่ไปตลอด ทว่าจนกระทั่งพระองค์จะได้ทรงจําแนกผู้ที่เลวออกจากผู้ที่ดี และก็ไม่ใช่ว่าอัลลอหฺจะทรงให้พวกเธอมองเห็นสิ่งเร้นลับ ทว่าอัลลอหฺนั้นจะทรงคัดเลือกผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากบรรดาศาสนทูตของพระองค์ ...

{6:50} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันจะไม่บอกแก่พวกเธอ ว่าบรรดาคลังสมบัติของอัลลอหฺมีอยู่กับฉันดอก และทั้งฉันก็ไม่รู้สิ่งเร้นลับ และฉันก็จะไม่บอกแก่พวกเธอว่า ฉันคือมะลัก ฉันจะไม่ปฏิบัติตาม นอกจากสิ่งที่ถูกเปิดเผยสำแดงแก่ฉันเท่านั้น" จงกล่าวเถิด "คนตาบอดกับคนตาดีนั้นจะเท่าเทียมกันหรือ? พวกเธอไม่ใคร่ครวญดอกหรือ?"

{6:59} และที่พระองค์นั้นมีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้กุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในหล้าและในทะเล และไม่มีใบไม้สักใบที่ร่วงหล่น โดยที่พระองค์ไม่ทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใดในความมืดมนของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่อ่อนนุ่มใด และไม่มีสิ่งที่แห้งใด ที่ไม่อยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง

{7:188} จงกล่าวเถิดว่า "ฉันไม่มีอํานาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด ๆ และโทษใด ๆ ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้มากมายแล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่อาจแตะต้องฉันได้ ฉันเป็นเพียงแต่ผู้ตักเตือนและผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่มีศรัทธา"

{11:49} เหล่านั้นคือส่วนหนึ่งจากเรื่องราวอันเร้นลับ ที่เราได้เปิดเผยสำแดงมายังเธอ เธอไม่รู้เรื่องนี้และกลุ่มชนของเธอก็ไม่รู้มาก่อนเลย ดังนั้นเธอจงอดทนแท้จริงบั้นปลายที่ดีนั้นเป็นของบรรดาผู้ยำเกรง

---

ทาสของอัลลอฮฺ: ไม่ต้องอะไรแค่เราฝึกตัวดี ๆ เรายังรู้สึกได้ว่ามีเซนส์สัมผัสพิเศษบางอย่าง แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ฝึกตนมาตลอดชีวิต ฉันเชื่อว่า มนุษย์ที่มะลาอิกะฮ์สุญูตให้ต้องมีอะไรที่เจ๋งน่ะ ไม่ใช่แค่เกิดมาเป็นมนุษย์ธรรมดา เดินดิน ถึงเวลาตาย ก็กลับไป

สยามิคตอบ: มนุษย์ที่อัลลอฮฺบัญชาให้มะลาอิกะห์สุญูดนั้น แน่นอนย่อมไม่ธรรมดา ถ้าเปรียบเทียบกับมัคลูกอื่น ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เป็นเพียงแค่ทาสของอัลลอหฺ ที่จะต้องเคารพสักการะบูชาพระองค์ ไม่ว่าจะสมัครใจหรือฝืนใจก็ตาม

{51:56} และฉันไม่ได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพสักการะต่อฉัน

{24:55} ... โดยที่พวกเขาจะต้องเคารพสักการะฉัน ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อฉัน และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน

{40:60} และพระเจ้าของพวกเธอตรัสว่า "จงวิงวอนขอต่อฉัน ฉันจะตอบรับแก่พวกเธอ ส่วนบรรดาผู้โอหังต่อการเคารพสักการะฉันนั้น จะเข้าไปอยู่ในนรกอย่างต่ำต้อย"

{36:61} และพวกเธอจงเคารพสักการะต่อฉัน นี่คือแนวทางอันเที่ยงแท้

พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะ"แชร์"คุณสมบัติความเป็นพระเจ้ากับอัลลอฮฺ การ"แชร์" หรือ การมีหุ้นส่วน ก็คือการเป็นภาคีนั่นเอง

{30:28} พระองค์ทรงยกอุทธาหรณ์แก่พวกเธอที่มาจากตัวของพวกเธอเอง จะมีไหม ที่พวกเธอยอมเป็นหุ้นส่วนกับ(เหล่าทาส)ที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง ในสิ่งที่เราได้ให้เครื่องยังชีพแก่พวกเธอ แล้วพวกเธอ(กับพวกเขา)ก็เท่าเทียมกันในสิทธิ โดยพวกเธอกลัวพวกเขาเหมือนกับการกลัวของพวกเธอกันเอง? เช่นนั้นแหละ เราจําแนกสัญญาณทั้งหลายแก่หมู่ชนผู้ใช้ปัญญาเพื่อไตร่ตรอง

หมายความว่า ถ้าพวกเธอไม่ยอมแบ่งปันอำนาจและทรัพย์สินแก่ทาสหรือคนรับใช้ในบ้าน แล้วพวกเธอคิดว่า อัลลอหฺจะทรงยอมแบ่งปันพระอำนาจและคุณสมบัติแห่งการเป็นพระเจ้าให้แก่พวกมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเป็นทาสของพระองค์ อย่างนั้นหรือ?

ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่า ชิรกฺ คืออะไร? (กรุณาอ่าน ชิรฺก)

สุสานฏอหิร สัยฟุดดีน มุมไบ
สุสานฏอหิร สัยฟุดดีน มุมไบ
ไฟล์:Bohra3.jpg
สุสานฏอหิร สัยฟุดดีน มุมไบ

---

ทาสอัลลอฮ์: ฉันคิดว่า การที่อัลลอฮ์ให้บรรดานบีเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่มีความวิเศษเนี่ย สามารถทำในสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้ เพราะอัลลอฮ์ต้องการให้มนุษย์รู้ว่า เราเองก็สามารถเป็นเช่นนั้นได้ หากปฏิบัติตามอย่างแท้จริง คือจะได้รับความโปรดปรานเช่นเดียวกัน แต่อาจจะไม่ได้รับตำแหน่งรอซูล เพราะฉะนั้น การที่ฟันธงแบบนั้น เท่ากับตัดขาดจากความเชื่อในสิ่งเร้นลับน่ะ ตัดขาดความหวังที่จะให้คนคนนึงไปถึงความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ในแบบที่อัลลอฮ์ต้องการ

มีหลายอายะฮ์ที่กล่าวถึงความสูงส่งของมนุษย์ที่เป็นบ่าวที่แท้จริง อ่านเจอแต่ไม่แน่ใจนะ แต่คิดว่าคุณคงรู้ เช่น มีคนกลุ่มนึงที่ตายเพียงครั้งเดียว คือการเป่าแตร ไม่ทำให้เขาตายอีก, เหมือนจะเคยอ่านเจอ

อัลลอฮ์ทรงรู้ในความผิด ของมนุษย์ และมีต่อว่าผู้ศรัทธาก็รู้ อะไรซักอย่างเนี่ยแหละ ทำให้เกิดคิดขึ้นมาว่าถึงเรื่องของอะยาตุลลอฮ์ บะฮ์ยัต และมุอ์มินบางคนที่เค้าเล่ากันว่า เห็นหัวคนเป็นสัตว์ต่าง นั่นเพราะความผิดที่คนพวกนั้นกระทำ จนทำให้วิญญาณก่อร่างแบบนั้น อะไรเงี่ย

สยามิคตอบ: ชีอะฮฺเชื่อว่า บรรดาอิมามเป็นพระพักตร์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเขาตีความหมาย "พระพักตร์" ในอัลกุรอานว่าเป็น "บรรดาอิมาม" {55:26} ทุก ๆ สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินย่อมดับสลาย {55:27} และเหลือเพียงพระพักตร์ของพระเจ้าของเธอผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงโปรดปราน {28:88} และอย่าวิงวอนขอต่อพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ทุกสิ่งย่อมพินาศนอกจากพระพักตร์ของพระองค์

---

จากสยามิค: ชาวชีอะหฺไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอหฺ ของนบี และของบรรดาอิมามชีอะหฺที่สั่งสอนไม่ให้สร้างสิ่งก่อสร้างเหนือสุสาน ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขายังทุ่มเทเงินทองมากมาย เพื่อประดับประดาสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นให้สวยงดงาม

ทาสของอัลลอฮ์: อันนี้ไม่แฟร์ เพราะมีหลายกลุ่มที่ไม่ใช่ชีอะห์ เช่นที่มะดีนะฮ์ และพวกซูฟีย์ ก็ทำ ต้องกล่าวโดยรวม จะได้ไม่เป็นการโจมตีคนกลุ่มเดียว

สยามิคตอบ: การสร้างสิ่งก่อสร้างเหนือสุสานในทัศนะของชีอะหฺ ได้กลายเหมือนกับว่าเป็นวาญิบไปแล้ว ชีอะหฺอิสมาอีลียะหฺ และอิมามียะหฺ ต่างก็สร้างสิ่งก่อสร้างเหนือสุสานของบุคคลสำคัญของพวกตน และร่วมมือกันสร้างสิ่งก่อสร้างเหนือสุสานของบรรดาอิมามและบุคคลต่าง ๆ ที่มีสำคัญร่วมกัน

จากสยามิค: การทำมัสญิดครอบสุสานเป็นธุรกิจที่นำรายได้มหาศาลให้แก่ผู้ดูแลสุสาน แก่เจ้าของที่ดินรอบข้าง แก่นายทุนที่สร้างบ้านเช่า ร้านค้าและโรงแรม ...

ทาสของอัลลอฮ์: ฉันว่า ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากสถานที่สำคัญน่ะ เค้าก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเค้า แต่คิดว่าแล้วผิดด้วยเหรอที่ผู้ที่มีเจตนาแค่จะไปเยี่ยมเยียนต้องแสวงหาว่า ไอ้ตู้บริจาคเนี่ยเงินจะไปที่ไหน แล้วที่เค้าหย่อนลงไปเพื่อเหนียตทานเนี่ยใครจะเก็บไป จะเอาไปทำอะไร ควรต้องหาข้อมูลก่อนเหรอ? หรือพอรู้เข้าแล้วก็ต้องเลิกทำทานที่นั้นหรือเยี่ยมเยียนสถานที่นั้น ๆ

ถ้าเจตนาของผู้สร้างไม่ได้เพื่อธุรกิจ หากแต่จะยกฐานะผู้ตาย แล้วการฟันธงตัดสินว่าพวกเค้าทำเพื่อการค้าเนี่ย มันยุติธรรมเหรอ

---

สยามิคตอบ: การก่อสุสานของบรรดาอิมามหรือบุคคลสำคัญก็มีจุดมุ่งหมายหลัก ๆ สองอย่าง หนึ่ง การเทิดทูน หรือเคารพสักการะ สอง เพื่อหารายได้จากสถานที่ดังกล่าว ประตูของมัสญิดที่เป็นทางเข้าสุสานอิมามอะลีย์ และประตูทางเข้าสุสานอื่น ๆ เขามีการเซ้งกัน เรื่องนี้คนในอิรักเขารู้ดี คนที่เซ้งเขาจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของเดิมเป็นจำนวนเงินมหาศาล คนที่เซ้งไปนั้นสามารถจะเอาเงินในตู้บริจาคไปใช้ได้ตามอัธยาศัย เพราะถือว่าได้เซ้งไปแล้ว หากอยากได้เงินก้อนโต ก็เซ้งประตูนั้นให้คนอื่นอีกต่อไป

นอกจากนี้ในนะญัฟยังมีสุสานปลอมผุดขึ้นมากมาย เราไม่รู้อย่างแน่ชัดว่า สุสานของนบีต่าง ๆ ที่อยู่ในนะญัฟเป็นสุสานแท้หรือไม่ ในนะญัฟมีสุสานของนบีอาดัม นบีนูฮฺ นบีฮูด นบีศอลิฮฺ นอกจากนี้ยังมีสุสานบุคคลสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ละสุสานก็มีคนเฝ้า และมีกล่องรับบริจาค ทุกที่ ทุกอย่าง ในนะญัฟ กลายเป็นสิ่งสำคัญ ตรงนี้อิมามอะลีย์เคยนั้ง บริจาคตรงนี้จะได้บุญมาก สระน้ำตรงนี้เป็นที่ ๆ อิมามเคยนั่ง พวกคุณควรทิ้งเศษเหรียญลงในสระ เงินในกล่องบริจาคเกือบทั้งหมด จะได้แก่ "เจ้าที่ เจ้าทาง" เกือบทั้งสิ้น

---

ทาสของอัลลอฮ์: มักกะฮ์ปัจจุบัน โรงแรม ร้านค้า มีรายได้เท่าไหร่ กับการที่คนไปเยี่ยมเยียน ไปทำฮัจญ์หรือไปพักช่วงเดือนบวช นักธุรกิจทั้งหลายเค้าไม่ปล่อยให้ โอกาสดี ๆ หลุดมือไปหรอก แต่ถามว่าเป็นความผิดของคนไปเหรอ? จำเป็นต้องรู้เหรอว่าเค้าทำกำไรเท่าไหร่ พอเค้าได้เยอะ ก็ต้องแบน อย่าไปให้มันงั้นเหรอ?

สยามิคตอบ: กะอฺบะหฺและมักกะหฺมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม และการค้าขายนั้นก็มีมานานเช่นเดียว ไม่ใช่สิ่งที่อุตริทำปลอมขึ้นมาภายหลัง

---

ทาสของอัลลอฮ์: ฉันคิดว่า การเขียนแบบฟันธง มันทำให้รุนแรงไป เหมือนคิดเองตัดสินเองน่ะ บางคนเค้าก็คิดไม่เหมือนเรา อยากให้ดูเจตนาที่แท้จริง แล้วอธิบาย แล้วผิดตรงไหนก็ว่ามา ถ้าเขียนแบบนี้ ก็เหมือนกับ ว่าคนจูบกุรอานปกหนังเคลือบด้วยลายน้ำทอง ว่า ชอบกุรอานปกหนังนั้น แต่บางทีเค้าอาจจะเทิดทูนความหมายและความสูงส่งของกุรอานที่เค้าจูบ

สยามิคตอบ: หลักฐานทั้งหมดมาจากตำราของชีอะหฺ มีผู้อ่านบทความนี้ ได้เขียนมาว่า "ฮะดีษและการรายงานที่อ้างอิงมานั้นเป็นฮะดีษฎออีฟ (อ่อนแอ) ไม่ใช่ ฮะดีษมุตะวาติร (ฮะดีษที่มีผู้รายงานจำนวนมากทุกระดับ และเป็นฮะดีษที่ถูกรายงานมาอย่างต่อเนื่อง) ถึงแม้บางริวายะหฺจะศอฮีฮฺ (ดี ถูกต้อง) แต่ก็ไม่ได้รวมถึงบรรดาอิมาม บรรดาวะลีย์ และบรรดาชะฮีด ... คนที่เขียนบทความนี้ เป็นพวกนาศิบีย์อุมะวีย์ ... "

พระพิสุทธิคุณแห่งอัลลอหฺ เมื่อไม่อยากฟัง แม้จะเอาหลักฐานจากตำราของชีอะหฺเองมาอ้าง ก็ยังดื้อร้้นปฏิเสธว่า เป็นฮะดีษอ่อน ที่ใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะถูกต้อง ก็หมายถึงสุสานคนธรรมดา แถมยังด่าผู้เขียนอีกว่าเป็นพวกนาศิบีย์อุมะวีย์ ผู้เขียนต่อต้านอะหฺลุลเบตตั้งแต่เมื่อไหร่? ผู้เขียนเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลอุมัยยะหฺที่สูญหายไปเป็นพันปีแล้ว?

---

รับข้อมูลจาก "http://www.siamic.com/islam/index.php?title=Feedback_001"
เครื่องมือส่วนตัว